Skip to content

งานไดคัท คืออะไร? เจาะลึกเทคนิคการตัดให้ขึ้นรูปในอุตสาหกรรมการพิมพ์

งานไดคัท - ภาพปก

ในงานจริง สิ่งที่พลาดกันบ่อยคือคิดแค่เรื่องงานพิมพ์สวยๆ แต่ลืมไปว่าการตัดให้ขึ้นรูปนี่แหละคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้สินค้าดูโดดเด่น ไม่ใช่แค่สี่เหลี่ยมธรรมดาๆ การทำความเข้าใจว่างานไดคัทคืออะไร และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง มันช่วยให้เราออกแบบได้จริงและลดปัญหาตอนผลิตได้เยอะเลย

งานไดคัท คืออะไร? เจาะลึกเทคนิคการตัดให้ขึ้นรูปในอุตสาหกรรมการพิมพ์

งานไดคัท คืออะไร และทำไมต้องรู้?

พูดง่ายๆ งานไดคัทก็คือการตัดกระดาษ หรือวัสดุอื่นๆ ให้ได้รูปทรงตามที่เราต้องการ ไม่ใช่แค่ตัดตรงๆ สี่เหลี่ยม วงกลมเหมือนกรรไกรทั่วไปนะ แต่มันคือการ “ปั๊ม” หรือ “ตัด” ด้วยใบมีดที่ขึ้นรูปมาเป็นพิเศษหลายคนเข้าใจว่าแค่ส่งไฟล์ไป โรงพิมพ์ก็ทำได้หมด แต่ในความเป็นจริง รูปแบบการตัดก็มีผลต่อต้นทุนและเวลาผลิตไม่น้อยเลย ยิ่งซับซ้อนยิ่งต้องใช้เทคนิคเฉพาะ

งานไดคัท คืออะไร? เจาะลึกเทคนิคการตัดให้ขึ้นรูปในอุตสาหกรรมการพิมพ์

ประเภทของเครื่องมือและเทคนิคการไดคัท

สมัยก่อนเราใช้แม่พิมพ์เหล็ก หรือ “บล็อกไดคัท” ที่ต้องสร้างขึ้นมาเฉพาะงาน แต่เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีมันไปไกลแล้วหลักๆ ที่ใช้กันในโรงพิมพ์ก็จะมี:

  • การไดคัทด้วยแม่พิมพ์ (Die-cut with Steel Rule Die): อันนี้คือแบบดั้งเดิม ต้องทำบล็อกเหล็กขึ้นมาเป็นรูปทรงตามที่เราต้องการ ข้อดีคือแม่นยำสูง เหมาะกับงานจำนวนเยอะๆ เช่น กล่องบรรจุภัณฑ์ หรือสติกเกอร์ล็อตใหญ่ๆ ที่ต้องปั๊มเป็นพันเป็นหมื่นใบ
  • การไดคัทด้วยเลเซอร์ (Laser Die-cut): เทคนิคนี้ใช้แสงเลเซอร์ตัดวัสดุโดยตรง ไม่ต้องทำบล็อก ข้อดีคือยืดหยุ่นสูง ทำงานได้ซับซ้อนมาก และเหมาะกับงานจำนวนน้อย หรืองานต้นแบบ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องความเร็วและราคาที่อาจจะสูงกว่าแบบแม่พิมพ์ในบางกรณี
  • การไดคัทด้วยมีดอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Die-cut / Plotter Cut): อันนี้เป็นที่นิยมมากสำหรับงานสติกเกอร์ หรือฉลากที่ไม่ต้องการแม่พิมพ์ ใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมหัวมีดให้ตัดตามเส้นที่เราออกแบบได้เลย เป็นวิธีที่ไวและคุ้มค่าสำหรับงานจำนวนปานกลาง หรือเมื่อต้องการปรับเปลี่ยนดีไซน์บ่อยๆสิ่งที่มักเจอคือ ลูกค้าบางทีอยากได้งานรูปทรงแปลกๆ จำนวนน้อยๆ แต่พอเราบอกว่าต้องทำบล็อกไดคัทเท่านั้นแหละ งบก็บานทันที เพราะงั้นการเลือกเทคนิคให้ถูกกับปริมาณและดีไซน์เป็นเรื่องสำคัญมาก

วัสดุที่ใช้กับงานไดคัท

งานไดคัทไม่ได้จำกัดอยู่แค่กระดาษ แต่ยังรวมถึงวัสดุอื่นๆ อีกเพียบ

  • กระดาษ: ตั้งแต่กระดาษอาร์ต, กระดาษคราฟท์, กระดาษกล่องแป้ง (Ivory Board), หรือแม้แต่กระดาษลูกฟูกสำหรับทำกล่อง ก็สามารถไดคัทได้หมด
  • สติกเกอร์: ไม่ว่าจะเป็นสติกเกอร์กระดาษ, สติกเกอร์ PVC, สติกเกอร์ PP ก็ไดคัทได้ สติกเกอร์ไดคัทนี่แหละที่ทำให้สินค้ามีลูกเล่น ไม่ใช่แค่ติดป้ายสี่เหลี่ยมธรรมดาๆ
  • แผ่นพลาสติก/ฟิล์ม: บางงานที่ต้องการความทนทานเป็นพิเศษ ก็จะใช้แผ่นพลาสติกบางๆ ไดคัทเป็นรูปทรงต่างๆในงานจริง การเลือกวัสดุก็ต้องดูควบคู่ไปกับเทคนิคการไดคัทและฟังก์ชันการใช้งานด้วยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องสวยงามอย่างเดียว
งานไดคัท คืออะไร? เจาะลึกเทคนิคการตัดให้ขึ้นรูปในอุตสาหกรรมการพิมพ์

ขั้นตอนการผลิตและข้อควรพิจารณา

การทำงานไดคัทไม่ได้เริ่มแค่ตอนกดปุ่มเครื่องตัด มันเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมไฟล์ ดังนี้

  1. ออกแบบและสร้างเส้นไดคัท (Die-line): นักออกแบบต้องกำหนดเส้นที่จะตัดให้ชัดเจนในไฟล์งาน (มักจะเป็นเส้นสีเฉพาะ หรือ Layer แยก) อันนี้สำคัญมาก ถ้าเส้นไม่คม ไม่ต่อเนื่อง หรือมีจุดบกพร่องเล็กๆ น้อยๆ ตอนตัดจริงก็จะเบี้ยวหรือขาดได้
  2. การเผื่อระยะตัดตก (Bleed): สิ่งที่มักเจอคือลืมเผื่อระยะตัดตกสำหรับงานไดคัท ทำให้งานออกมามีขอบขาว หรือสีไม่เต็ม อันนี้พลาดไม่ได้เลยสำหรับงานพิมพ์ที่จะต้องตัดหรือปั๊มขึ้นรูป
  3. ทดสอบและปรับแก้ (Prototyping): โดยเฉพาะงานแพ็กเกจจิ้งที่ซับซ้อน หรือสติกเกอร์ที่ต้องการความแม่นยำสูง ควรมีการทำตัวอย่างขึ้นมาก่อน เพื่อดูว่าเส้นไดคัทตรงกับรูปภาพไหม ประกอบแล้วสวยงามไหมหลายคนคิดว่าแค่ส่งไฟล์ไปจบ แต่ในความเป็นจริง การปรึกษาโรงพิมพ์ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบโครงสร้างแพ็กเกจจิ้ง หรือรูปแบบสติกเกอร์ จะช่วยลดความผิดพลาดได้เยอะเลย

หากแบรนด์ของคุณกำลังมองหาบริการ รับทำสติกเกอร์ไดคัท ควรพิจารณาจากประสบการณ์และเครื่องมือของโรงพิมพ์นั้นๆ ด้วย เพื่อให้ได้งานที่แม่นยำและตรงตามสเปคที่สุด

มุมมองจากงานผลิตจริง: สิ่งที่นักออกแบบควรรู้ก่อนส่งงานพิมพ์

ในฐานะคนทำงานผลิต สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำกับนักออกแบบเสมอคือเรื่องความเข้าใจในข้อจำกัดของงานจริง บางทีไอเดียสวยหรู แต่ออกแบบมาแล้วไม่สามารถผลิตได้จริง หรือต้นทุนบานปลาย การไดคัทที่ซับซ้อนมากไป เช่น มีมุมแหลมเล็กๆ เยอะๆ หรือเส้นที่ละเอียดเกินไป อาจทำให้ใบมีดหักง่าย หรือตัดออกมาแล้วไม่คมกริบอย่างที่คิด ยิ่งจำนวนน้อย ยิ่งไม่คุ้มที่จะทำบล็อกไดคัทใหม่ ดังนั้น ควรพิจารณาการใช้เทคนิค Digital Die-cut หรือ Laser Die-cut แทน บางทีการปรับดีไซน์นิดหน่อย ก็ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มหาศาล และอย่าลืมว่าการเคลือบผิวงานก่อนไดคัท เช่น เคลือบ UV หรือ Spot UV ก็ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เกิดรอยแตกร้าวตอนปั๊ม