Skip to content

ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง: ทำไมบางดีไซน์โรงพิมพ์ถึงไม่อยากรับงาน (หรือรับแต่แพง)

ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง - ภาพปก

ในงานจริง สิ่งที่นักออกแบบมือใหม่หรือเจ้าของแบรนด์ที่ไม่คุ้นเคยกับกระบวนการผลิตมักจะเจอ คือส่งไฟล์ไปโรงพิมพ์แล้วโดนตีกลับ หรือไม่ก็ราคาพุ่งกระฉูดจนตกใจ เพราะอะไรกันนะ วันนี้ผมจะมาเล่าจากประสบการณ์จริงในโรงพิมพ์ให้ฟัง

ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง - ภาพประกอบ 1

ข้อจำกัดของเทคนิคการพิมพ์ที่ควรรู้

หลายคนเข้าใจว่างานพิมพ์อะไรก็เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริง เทคนิคอย่างงานพิมพ์ออฟเซต กับงานพิมพ์ดิจิทัล มีข้อจำกัดที่ต่างกันลิบลับ ออฟเซตเหมาะกับงานจำนวนเยอะๆ และให้คุณภาพสีที่นิ่งกว่า แต่การทำเพลทแต่ละสีก็มีต้นทุน ส่วนดิจิทัลก็ยืดหยุ่นกว่าสำหรับงานน้อยๆ แต่เรื่องสีบางทีก็ต้องเผื่อใจนิดนึง

สิ่งที่มักเจอคือเรื่องการใช้สี โดยเฉพาะ CMYK กับ Pantone การเลือกใช้สีพิเศษอย่าง Pantone ทำให้งานดูพรีเมียมจริง แต่ถ้าดีไซน์ใช้ Pantone หลายสีเกินไป โดยเฉพาะในงานพิมพ์ออฟเซต ก็จะเพิ่มต้นทุนค่าเพลท ค่าตั้งเครื่อง หรือถ้าเป็นงานดิจิทัลบางทีก็แปลงสีได้ไม่เป๊ะเหมือนที่ต้องการ

อีกเรื่องที่มักพลาดกันคือ ‘ระยะตัดตก’ หรือ Bleed คือพื้นที่เผื่อสำหรับงานไดคัท บางทีดีไซน์มาพอดีขอบเป๊ะๆ โดยไม่มีระยะเผื่อ พอไปถึงหน้างานจริง โอกาสที่งานจะออกมาไม่เรียบร้อย ขอบขาว หรือรูปภาพแหว่งก็มีสูงมาก อันนี้แก้ได้ง่ายๆ แค่เผื่อระยะให้ถูกตั้งแต่แรก

ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง - ภาพประกอบ 2

วัสดุและโครงสร้างแพ็กเกจจิ้ง

การเลือกวัสดุผิดตั้งแต่ต้น นี่แหละตัวสร้างปัญหาชั้นดี หลายคนอยากได้แพ็กเกจจิ้งสวยๆ โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องคุณสมบัติของกระดาษ ไม่ว่าจะเป็น Art Paper, Kraft, Ivory หรือ Duplex แต่ละตัวมีน้ำหนัก ความแข็งแรง การดูดซับหมึกที่ต่างกันหมด

ในงานจริง เคยเจอลูกค้าอยากได้กล่องที่แข็งแรง แต่เลือกกระดาษที่บางเกินไป พอขึ้นรูปแล้วกล่องก็ไม่คงรูป หรือออกแบบโครงสร้างแพ็กเกจจิ้งที่ซับซ้อนเกินไป เช่น มีส่วนยื่น ส่วนโค้งเยอะๆ ซึ่งทำให้การขึ้นรูป หรือการประกอบยากขึ้น และใช้เวลามากขึ้นไปอีก

หากแบรนด์ของคุณกำลังมองหาบริการโรงพิมพ์รับทำกล่องครีม หรือกล่องเครื่องสำอาง ที่มีดีไซน์ซับซ้อนเป็นพิเศษ ควรปรึกษาโรงพิมพ์ตั้งแต่ช่วงออกแบบ เพื่อให้ได้คำแนะนำเรื่องวัสดุและโครงสร้างที่เหมาะสม

เทคนิคพิเศษและงานหลังพิมพ์

เทคนิคหลังพิมพ์อย่างการเคลือบ UV, Spot UV, ปั๊มฟอยล์, ปั๊มนูน, หรือ งานไดคัท ล้วนเพิ่มความพิเศษให้งานจริง แต่ถ้าดีไซน์ใช้เทคนิคพวกนี้เยอะเกินไปในพื้นที่เล็กๆ หรือมีรายละเอียดที่ซับซ้อนมากๆ ก็จะทำให้การผลิตยากขึ้นมาก

สิ่งที่ตามมาคือความแม่นยำในการผลิต อย่างงาน Spot UV หรือปั๊มฟอยล์ที่ต้องลงทะเบียนให้ตรงเป๊ะกับงานพิมพ์ ถ้าดีไซน์มาแบบเส้นเล็กๆ จุดเล็กๆ หรือมีหลายตำแหน่งเกินไป โอกาสที่งานจะเคลื่อน ผิดเพี้ยน ก็มีสูง แล้วก็ทำให้ต้องทิ้งงานเสียเยอะขึ้น ต้นทุนก็เพิ่มตามไปด้วย

สิ่งที่นักออกแบบควรรู้ก่อนส่งงานพิมพ์

จากประสบการณ์ในโรงพิมพ์ตลอดหลายสิบปี สิ่งที่อยากจะบอกนักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ คืออย่าเพิ่งยึดติดกับดีไซน์ในคอมพิวเตอร์มากเกินไป ลองปรึกษาโรงพิมพ์ตั้งแต่เนิ่นๆ จะดีที่สุด การทำงานร่วมกันตั้งแต่ช่วงออกแบบ จะช่วยให้เราเข้าใจข้อจำกัดของกระบวนการผลิต วัสดุ และเทคนิคต่างๆ ทำให้สามารถปรับดีไซน์ให้เป็นจริงได้ โดยไม่เสียคุณภาพ หรือเพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น จำไว้ว่าบางทีแค่ปรับเส้น ปรับตำแหน่ง หรือเปลี่ยนเทคนิคการพิมพ์นิดหน่อย ก็ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มหาศาล แถมยังลดความเสี่ยงที่งานจะออกมาไม่ตรงใจอีกด้วย