Skip to content

HiFlow เปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินราคาใหม่ เร่งกระบวนการผลิต ตอบโจทย์ธุรกิจบรรจุภัณฑ์

ซอฟต์แวร์ประเมินราคา

ในโลกธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ที่การแข่งขันสูง ความรวดเร็วและแม่นยำในการเสนอราคาคือหัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จ วันนี้ HiFlow Solutions ได้เปิดตัว HiFlow Quote ซอฟต์แวร์ประเมินราคานวัตกรรมใหม่ ที่ออกแบบมาเพื่อปฏิวัติกระบวนการทำงานของบริษัทผลิตกล่องกระดาษลูกฟูก (corrugated), บรรจุภัณฑ์อ่อนตัว (flexible packaging), กล่องพับ (folding carton) และฉลาก ให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ปฏิวัติการประเมินราคา: ลดขั้นตอน สู่ความรวดเร็วและแม่นยำ

Mariusz Sosnowski, CEO ของ HiFlow Solutions ชี้ให้เห็นว่า กระบวนการประเมินราคาแบบดั้งเดิมมักเผชิญกับข้อจำกัดจากขั้นตอนการทำงานที่ต้องส่งต่อข้อมูลระหว่างแผนก การแลกเปลี่ยนอีเมล และการบันทึกข้อมูลด้วยตนเอง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้กระบวนการช้าลงและสร้างต้นทุนแฝงในการดำเนินงาน HiFlow Quote เข้ามาแก้ปัญหาเหล่านี้โดยตรง ด้วยการดึงข้อมูลจากคำสั่งซื้อที่ส่งเข้ามาไม่ว่าจะผ่านอีเมล ไฟล์ PDF หรือการอัปโหลดผ่านพอร์ทัล แล้วประมวลผลเพื่อสร้างใบเสนอราคาที่มีโครงสร้างชัดเจนได้อย่างทันที ซอฟต์แวร์นี้ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ผู้ผลิตสามารถสร้างใบเสนอราคาที่ถูกต้องได้อย่างรวดเร็ว

ระบบสามารถวิเคราะห์พารามิเตอร์การประเมินราคาที่สำคัญได้โดยอัตโนมัติ เช่น ขนาดผลิตภัณฑ์, คุณสมบัติของวัสดุที่ใช้ (substrate specifications), ข้อกำหนดงานพิมพ์, จำนวนที่สั่ง, การเคลือบผิวและงานตกแต่งพิเศษ (coatings and finishes) รวมถึงกำหนดการส่งมอบ นอกจากนี้ยังมีความสามารถในการระบุข้อมูลที่ขาดหายไป และสร้างคำถามเพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการเสนอราคา

จุดเด่นของ HiFlow Quote: ประโยชน์ที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์และบรรจุภัณฑ์จะได้รับ

ความเร็วเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในตลาดบรรจุภัณฑ์ที่มีการแข่งขันสูง การที่ผู้ผลิตสามารถตอบกลับใบขอราคา (RFQs) ได้อย่างรวดเร็วด้วยราคาที่แม่นยำ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะธุรกิจและสร้างผลกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ HiFlow Quote ไม่เพียงช่วยให้การประเมินราคาเร็วขึ้น แต่ยังนำเสนอข้อมูลเชิงลึกที่ครอบคลุมถึงต้นทุนต่างๆ:

  • การวิเคราะห์ต้นทุนอย่างละเอียด: ระบบให้รายละเอียดต้นทุนทั้งในส่วนของวัสดุ (materials), แรงงาน (labour), เวลาเครื่องจักร (machine time), อุปกรณ์และแม่พิมพ์ (tooling) และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (overhead)
  • ประเมินตัวแปรการผลิต: ซอฟต์แวร์สามารถประเมินตัวแปรสำคัญในการผลิต เช่น การใช้แรงงาน, การใช้วัสดุ, รูปแบบการจัดวางงานพิมพ์ (imposition layouts) และการจัดเรียงบนพาเลท (palletisation)
  • ประมวลผลซับซ้อนในไม่กี่วินาที: HiFlow Quote สามารถวิเคราะห์ตัวแปรการผลิตที่ซับซ้อนได้ภายในไม่กี่วินาที ช่วยให้บริษัทสร้างใบเสนอราคาที่แม่นยำได้เร็วขึ้นและแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • อินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย: ซอฟต์แวร์มาพร้อมกับอินเทอร์เฟซแบบกราฟิกที่ใช้งานง่าย (visual interface) ทำให้กระบวนการประเมินราคาสามารถเข้าถึงได้ทั้งผู้ใช้งานใหม่และผู้มีประสบการณ์
  • เก็บรักษาองค์ความรู้: ข้อมูลการประเมินราคาทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในระบบส่วนกลาง (centralised system) ซึ่งช่วยรักษาองค์ความรู้และข้อมูลสำคัญขององค์กร

การลงทุนที่คุ้มค่า: สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต

HiFlow Quote สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกับ HiFlow ERP ซึ่งหมายความว่า บริษัทที่ใช้ระบบประเมินราคานี้สามารถเพิ่มโมดูลเสริมอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น เช่น การวางแผนการผลิต (production scheduling), การจัดการสินค้าคงคลัง (inventory management) และการประมวลผลคำสั่งซื้อ (purchase order processing) โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการโยกย้ายข้อมูลหรือการเริ่มต้นใหม่ Steve De Benedetto, ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจของ HiFlow Solutions กล่าวว่า “เราออกแบบ HiFlow Quote เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในขณะเดียวกันก็ขจัดข้อจำกัดของซอฟต์แวร์แบบสแตนด์อโลน เมื่อผู้ผลิตพร้อมที่จะขยายธุรกิจ รากฐานก็พร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องย้ายข้อมูล ไม่ต้องเริ่มใหม่” นี่คือการลงทุนที่คิดเผื่ออนาคต ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างไร้รอยต่อ

มุมมองบรรณาธิการ: กุญแจสู่การแข่งขันในยุคดิจิทัล

นวัตกรรมอย่าง HiFlow Quote นี้เป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมการพิมพ์และบรรจุภัณฑ์ทั่วโลก บทเรียนที่แบรนด์และผู้ประกอบการ SME สามารถนำมาปรับใช้ได้คือ การให้ความสำคัญกับการลงทุนในระบบอัตโนมัติ (automation) และซอฟต์แวร์บริหารจัดการที่ช่วยลดภาระงานซ้ำซ้อนและเพิ่มความแม่นยำ การประเมินราคาที่รวดเร็วและแม่นยำไม่เพียงช่วยให้ชนะงานได้ง่ายขึ้น แต่ยังช่วยให้วางแผนการผลิตและบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย การเลือกเครื่องมือที่สามารถขยายตัวได้ (scalable) และเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ได้ในอนาคต จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้ธุรกิจเติบโตในระยะยาว

ที่มา: dlpmag.com